เมื่อสองสามวันก่อน ฉันและเพื่อนได้ไปกินอาหารเกาหลีกันที่ร้านอาหารเกาหลี

แห่งหนึ่งอยู่แถวถนนนิมมานเหมินทร์  เป็นร้านอาหารเกาหลีแท้ เนื่องจาก

เจ้าของร้านเป็นคนเกาหลี ยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัดอยู่เลย

 

พอไปถึงเจ้าของร้านก็ในบริการอย่างดี มีการนำน้ำดื่มมาเสริ์ฟก่อนเป็นอย่างแรก

แล้วก็แนะนำอาหาร ฉันกับเพื่อนอีกสองคนตัดสินใจจะสั่งกันคนละอย่าง ฉันสั่งบิบิมบับ

หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "ข้าวยำเกาหลี" ซึ่งเป็นจานโปรดของฉันอยู่แล้ว

 

 

   http://img314.imageshack.us/img314/2176/bibimbub9hr.png

 

 

เพื่อนอีกคนสั่งหมูสามชั้นย่าง อีกคนสั่งข้าวกับผัดปลาหมึกสีสันจัดจ้าน

แล้วเราก็นั่งรออาหาร พร้อมกับสังเกตดูผู้คนไปด้วย ปรากฏว่านอกจาก

ชาวเกาหลีครอบครัวหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณโต๊ะด้านในแล้ว ลูกค้าของร้านเป็น

ชาวไทยกับชาวต่างชาติในอัตราส่วนที่เท่าๆกัน

 

แสดงว่าในหมู่ชาวต่างชาติอาหารเกาหลีก็คงเป็นที่นิยมไม่น้อยเลย

ทีเดียว

 

แล้วอาหารก็มาเสริ์ฟ ขณะที่ฉันกำลังคลุกบิบิมบับอย่างเมามันอยู่นั้น

มาดามเจ้าของร้านก็เดินเข้ามาอธิบายวิธีการรับประทานหมูย่าง พร้อมกับ

ย่างหมูให้พวกเรา แถมยังบอกว่า ที่คนเกาหลีทานหมูย่างมันๆ แล้วไม่เป็น

อันตรายต่อสุขภาพนั้น เพราะ พวกเขาทานคู่กับ "กระเทียม" นั่นเอง

 

 

 

 

 

"กระเทียม" มีสรรพคุณลดคอสเรสเตลรอสในเลือด เหมาะกับคนที่มี

ไขมันในเลือดสูงๆ เหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆก็ควร

มีกระเทียมมาเป็นเครื่องเคียงอย่าง "หมูย่างเกาหลี" บ้าง

 

เรื่องนี้ทำให้ฉันรู้ว่า ในแต่ละชนชาติก็มีวิธีรับประทานอาหารอย่าง

ชาญฉลาดอย่างบ้านเราเองอาหารไทยเกือบทุกชนิดจะมีการใส่สมุนไพร

เครื่องเทศที่มีประโยชน์แก่ร่างกายเข้าไปด้วย อยู่ที่ว่าเราจะเลือกกินอย่างไร

ให้ดีกับตัวเรามากกว่า 

 

credit:

www.agric-prod.mju.ac.th

www.thaigoodview.com

 

edit @ 19 Sep 2008 03:41:14 by pLa2 pIkKi

เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่า ได้เขียนเรื่องหนักๆใน Blog นี้ไปถึงสองเรื่องแล้วค่ะ                                         

เลยอยากนำเสนออะไรที่ไม่เครียด แล้วก็ "อร่อย" สำหรับผู้อ่านเสียหน่อย                             

เลยเลือกเอาเรื่องอาหารที่แทบเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติเกาหลีอย่างเจ้า                                          

"กิมจิ" มานำเสนอกันค่ะ

                       

  ก่อนอื่นเลยก็ขอเท้าความถึงประวัติย่อๆของผักดองรสเค็มๆเปรี้ยวๆนี้                                              

ก่อนนะคะ 

  กิมจิ ถือกำเนิดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 โดยชาวเกาหลี(ตอนนั้นยังไม่รวม                                              

กันเป็นชาติเดียวกันค่ะ แต่แตกเป็นชนเผ่าย่อยๆเต็มไปหมด) ซึ่งสันนิษฐานกัน                                              

ว่าคำว่า "กิมจิ" เผี้ยนมาจากคำว่า "ชิมเช" ที่แปลว่า ผักดองเค็ม ในสมัยแรกๆ                                            

กิมจิเป็นการดองเฉพาะผักกับเกลือเท่านั้น ผักที่ใช้ดองก็จะมีแค่ผักกาด และ หัวไชโป๊                                    

ภายหลังจึงมีการเพิ่มเหล้า หรือ ซอสถั่วเหลืองลงไปด้วย และจะดองเพื่อเป็นเพียง                                        

การถนอมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาวที่หาผักสดทานได้ยาก แต่ต่อมาก็มีการดองกิมจิ                                  

อย่างแพร่หลายในทุกฤดู จะมีการเติมให้รสชาติจัดจ้านขึ้น ในศตวรรษที่ 17 ที่ญี่ปุ่น                                    

เริ่มเข้ามารุกราน ก็นำผักแปลกหลายชนิดเข้ามา รวมทั้งพริกที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ                                    

ทำให้กิมจิมีสีแดงและมีความหลากหลายถึง 187 ชนิดเช่นในปัจจุบันค่ะ

 

ส่วนประกอบโดยทั่วไปของกิมจิ ก็ได้แก่ ผักกาดขาว หัวผักกาด กระเทียม พริกแดง                                

หัวหอมใหญ่ ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม ขิง เกลือ และ น้ำตาลค่ะ

 

นอกจากกินอร่อยแล้ว "กิมจิ" ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างค่ะ เนื่องจาก                              

ทำการผักหลากชนิด กิมจิจึงเป็นไปด้วยวิตามินหลายชนิด และอาจจะมีสรรพคุณช่วย                                

รักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งการดองกิมจิทำให้มีสารโปรไบโอติกส์แลคโตแบซิลลัสที่ให้กรดแลคติก                      

(Lactic acid) เหมือนในโยเกิร์ตด้วย พริกแดงก็ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี

 

แต่ก็อย่างที่ผู้เขียนเคยกล่าวมาให้หลายๆเรื่องที่เขียน ทุกสิ่งต้องมีทั้งข้อดีและข้อเสีย                            

กิมจิก็เช่นกัน เนื่องจากกิมจิจะถือว่าเป็นของหมักดองก็ว่าได้ ทำให้บางครั้งอาจจะมีไข่ปรสิต                              

ที่ไม่ได้รับเชิญแฝงมาด้วย ดังนั้นขอแนะนำผู้ที่คิดจะบริโภคว่าให้เลือกซื้อกิมจิจากแหล่งที่                            

ไว้ใจได้ หรือถ้าใครไม่ไว้ใจก็สามารถทำทานเองที่บ้านก็ได้นะคะ 

 

ผู้เขียนเลยหาวิธีทำกิมจิอย่างง่ายๆมาฝากนะ ลองไปทำกันดูนะคะ


              

                        

       เครื่องปรุง ประกอบไปด้วย

  - ผักกาดขาวปลี/ผักหางหงส์ หั่น หยาบ ๆ 1 ต้นใหญ่                                                                                                     
 
- หัวไชเท้า 1 หัว
 
- แครอท 1 หัว
 
- เกลือหยาบ(เกลือทะเล) 6 ชต. ใช้เกลือทะเลจะมีสีสวย
 
- น้ำตาลทราย 2 ชต.
 
- พริกชี้ฟ้าแดง (ผ่าครึ่งเมล็ดออก)5 เม็ด                                                                                                      
(ถ้าชอบเผ็ดมากใช้พริกขี้หนูสีแดง 1 กำมือ)              
 
-ซอสพริกอย่างเผ็ด 5 ชต.
 
- ขิงแก่สับ 1 ชต.
 
- กระเทียมสับ 5 กลีบใหญ่
 
- ต้นหอม หั่นเป็นท่อน ๆ 5 ต้น หรือมากกว่าตามชอบ
 
- น้ำสะอาด 500 ซี ซี                                                                                                                                                                            
- มะนาว 1-2 ผล 

                              
วิธีทำ
1)นำผักกาดขาวล้างให้สะอาดผ่าครึ่งหั่นตามแนวยาว ใส่ตะกร้า                                                                                      
 
ผึ่งให้สะเด็ดน้ำขยำผักกาดเกลือป่น(ใช้เกลือป่นหมักผัก 3 ชต.) ทิ้งไว้ 30 นาที                                                                      
 
แล้วล้างผักด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง แล้วบีบน้ำออก แล้วนำผักลงในชามหรือหม้อที่สะอาด
 
2)นำแครอท หัวไชเท้า ล้างให้สะอาดปอกเปลือกหั่นตามขวางลูกจนหมดแล้วหั่นเป็น                                                  
 
เส้นอีกครั้ง หมดทั้งสองอย่าง เพื่อความสวยงาม หั่นเป็นขวาง ๆ แล้วจักเป็นดอก ๆ 
 
3) นำเครื่องปรุงไปปั่นให้ละเอียด รวมเกลือที่เหลือ 3 ชต. (6 ชต. ใช้หมักผักไป 3 ชต)
 
4) นำเครื่องปรุงทั้งหมดเทลงในอ่างผสม ใส่น้ำตาลทรายคนให้ทั่ว นำผักกาด หัวไชเท้า                                          
 
แครอท และต้นหอม ลงคลุกเคล้า นำใส่ขวดโหลปิดฝาพักไว้ 24 ชม. หลังจากนั้นนำมา                                                        
 
ใส่จานรับประทานได้เลย 

 

เมื่อครบ 24 ชม แล้วลองชิมดูว่าอ่อนเปรี้ยว อ่อนเค็มไปหรือเปล่า ปรุงด้วยน้ำมะนาวและ                                                

เกลือป่นสูตรนี้เก็บไว้ในตู้เย็นรับประทานได้ 1 เดือนค่ะ

 

แต่ถึงจะลองรับประทานอาหารเกาหลี รสชาติแปลกใหม่แล้ว ก็อย่าลืมอาหารไทย

บ้านเรานะคะ อะไรจะถูกปากเราได้เท่าอาหารที่เราทานมาตั้งแต่เกิดได้จริงไหมค่ะ

บ้านเค้ามีผักดอง บ้านเราก็มีผักต้มจิ้มน้ำพริก อร่อยได้เหมือนกันค่ะ

 

ที่มา :http://th.wikipedia.org/wiki/กิมจิ 

        http://www.horapa.com

        http://www.bloggang.com

        http://www.thaidaytrade.com 


edit @ 19 Aug 2008 02:48:51 by pLa2 pIkKi

edit @ 19 Aug 2008 02:49:53 by pLa2 pIkKi


 

  ปัจจุบันกระแสความแรงของประเทศเกาหลีมีผลต่อพฤติกรรมของ

เด็กไทยมีค่อนข้างมาก และขยายเป็นวงกว้าง ทั้งแฟชั่นเครื่องแต่งกาย

ศิลปินนักร้องนักแสดง ละครหรือซีรีสย์ อาหาร หนังสือนิยายต่างๆ

ตลอดจนสินค้านำเข้าต่างๆ

 

แม้แต่ตัวผู้เขียนเองก็ก็รู้สึกตัวเหมือนกันว่าได้ตกเป็นทาสของ

วัฒนธรรมเหล่านี้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ผู้เขียนก็ขอเป็นทาสที่ยังตาไม่มืด

บอดเสียทีเดียว จึงขอเล่ามุมมองอย่างเป็นกลาง(ทั้งบวกและลบ)ของ

ปรากฎการ์เกาหลีฟีเวอร์นี้บ้าง

 

โดยอาศัยวิชาพฤติกรรมผู้บริโภค ภาคการตลาดที่เรียนเป็น

วิชาโท มาอ้างอิง ถึงการทำการตลาดที่น่ากลัว(ต่อเราคนไทย)ของ

ประเทศเกาหลี

 

การที่วัยรุ่นไทยเกิดอาการคลั่งไคล้ “ทุกอย่างที่เป็นเกาหลี” นั้น

เนื่องมาจาก “การทำการตลาด”ของเกาหลี ที่เรียกว่า การข้ามวัฒนธรรม

 

การข้ามวัฒนธรรม เป็นการวิเคาระห์ความแตกต่างของวัฒนธรรม

เพื่อแสวงหาโอกาสในการทำการตลากในต่างประเทศ ซึ่งประเทศเกาหลี

ก็ทำได้ดี เสียจนเราแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าได้โดน สอดแทรกวิถีวัฒนธรรม

เกาหลีเข้ามาในชีวิตของเรา

 

ในตอนแรกสัก 8-9 ปีก่อน เกาหลีขายลิขสิทธิ์ละครซีรีสย์ของตน

ในราคาถูก ให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งแรงสนับสนุนจากรัฐบาล

ในการทำภาพยนตร์ของเกาหลีให้เป็นที่นิยมของเอเชีย

 

ในตอนนั้นผู้เขียนจำได้ว่าสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง นำเอาละครซีรีสย์

เกาหลีมาออกอากาศเหมือนเป็นละครหลังข่าวแทนละครไทย ในตอนนั้นเอง

คนดู แม้จะกลุ่มไม่กว้างขวางเหมือนในปัจจุบัน ก็ได้โดนวางยาที่ชื่อว่า

การถ่ายทอดวัฒนธรรมเข้ามาแล้ว

                   

 

ต่อมาละครซีรีสย์เหล่านี้ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นๆ อาจจะเป็นเพราะ

มีเนื้อหาที่แปลกใหม่กว่าละครไทยที่เรามีอยู่เดิม

 

และแล้วศิลปินเกาหลีก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในหมู่วัยรุ่นมากขึ้น เนื่องจาก

การทำการตลาดที่ยอดเยี่ยม(ของเขา แต่อาจจะแย่กับเรา)ในการเข้าถึงกลุ่ม

คนที่มีการตัดสินใจในการบริโภคง่ายเช่นกลุ่มวัยรุ่น​(ในวงการตลาดกลุ่มคนที่

ขายของให้ได้ง่าย คือ กลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว เพราะมักใช้จ่ายไม่ค่อยคิดมาก)

 

ตัวอย่างเช่น กลุ่มศิลปินทงบังชินกิ(ขอโทษเหล่าแคสซี่และตัวเองด้วย 

ไม่อยากเขียนเลยแต่มันจริงๆนะ เศร้า)มีเหล่าแฟนคลับไปรอรับการมา

เมืองไทยของเขากว่าหลายพันคน โดยขอเปรียบเทียบกับตอนที่ Bill Gates 

มาเมืองไทย มีเด็กไทยไปรับอยู่ไม่กี่คน ในขณะที่ Bill Gates ไปเวียดนาม

กลับมีเด็กเวียดนามไปรอรับจำนวนมาก ทำให้เขาปลื้มใจมาก บริจาคเงินเพื่อ

การศึกษาของเด็กเวียดนาม ดูเอาเองนะคะ ไม่รู้จะเขียนบรรยายอย่างไรดี

(ก็ว่าตัวเองดัวยนะคะ)

                          

และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแพร่ขยาย “วัฒนธรรมเกาหลีนิยม” 

ที่ตามมาด้วยการบริโภค goods ของเกาหลีอีกมากมาย

 

 

ในฐานะที่เราเองหรือวัยรุ่นหลายๆคนที่มีรู้สึกว่ามันยากที่ต้องต่อต้าน
หรือหักห้ามใจไม่ให้คลั่งไคล้หรือหลงไหลไปกับสิ่งเหล่านี้ (เขียนเอาตัวเองเป็น
ตัวอย่างเปล่าเนี่ย)ก็ควรจะรู้ข้อจำกัดที่พอเหมาะพอดี สิ่งใดที่มากจนล้นเกินไป
ไม่ใช่สิ่งดี จงรู้ไว้ว่าเรายังมีหน้าที่ที่รับผิดชอบในฐานะนักเรียน เรายังหาเงินใช้เอง
ไม่ได้ และเราเป็นคนไทย ที่ควรสนับสนุนสินค้าไทย รวมทั้งเรามีบรรพบรุษที่อุตส่าห์
สั่งสมและรักษาวัฒนธรรมไทยอันดี เพื่อหวังให้เราสืบต่อต่อไป
 
 
ที่มารูปภาพ: http://hilight.kapook.com
 

edit @ 14 Aug 2008 23:28:52 by pLa2 pIkKi

edit @ 14 Aug 2008 23:53:44 by pLa2 pIkKi

edit @ 14 Aug 2008 23:56:05 by pLa2 pIkKi

edit @ 15 Aug 2008 10:13:18 by pLa2 pIkKi

edit @ 19 Aug 2008 01:35:49 by pLa2 pIkKi